Category

บทสัมภาษณ์

Category

บทสัมภาษณ์ ที่เป็นเหมือนการเดินเล่นกับเพื่อนบ้าน ฟังเรื่องราวชีวิต ศิลปะ แนวคิดในการทำธุรกิจ แรงบันดาลใจ และความเป็นไปของอารีย์และผู้คน

ตะวันคล้ายจะเลยคล้อยขอบฟ้าไปแล้ว ฉันบึ่งจากการสัมภาษณ์ร้านซ่อมรองเท้าที่แฟลตพิบูลวัฒนา มาที่อารีย์ซอย 2 วันนี้ฉันนัดกับเจ้าของรถเข็นขายปลาหมึกย่าง ที่มีหน้าตาโดดเด่นไปจากรถเข็นทั่วไป มองผ่าน ๆ คล้ายรถเข็นไม้ ขายบะหมี่แบบญี่ปุ่นโบราณ ตั้งแต่มันมาตั้งอยู่ตรงเวิ้งลานจอดรถนี้ ใครต่อใครก็ต่างพากันถ่ายรูปเมื่อเดินผ่าน มันคือเจ้าของเดียวกันกับ Summer Street ร้านปิ้งย่างดังของอารีย์

รถเข็นขายปลาหมึกนี้ มีชื่อว่า ซัมป็อก สตอล (Sumpok Stall) เราจะได้คุยกับพี่ออย พี่ก้าบ สองในสามของผู้ที่อยู่เบื้องหลังร้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ที่มีสไตล์ติดดิน ยียวน เป็นกันเอง และมีความพิถีพิถันแบบนักออกแบบครอบอยู่

คุณเชื่อไหมว่าบรรยากาศของร้าน Summer Street ที่เพิ่งอธิบายไปนั้น มีลักษณะเหมือนกับตัวผู้ก่อตั้งไม่ผิดเพี้ยน!

รู้จักเจ้าของ Summer Street

หลังจากกินปลาหมึกย่างหนึบ ๆ กับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสจัดจ้านแล้ว พี่ออย พี่ก้าบ ก็นั่งลงขนาบฉันซ้ายขวา พร้อมจะให้สัมภาษณ์ ตอนนั้นเป็นช่วงหัวค่ำ เรานั่งอยู่ในซอย ริมถนน มีมอเตอร์ไซค์วิ่งผ่านไปมา

พี่ออยเป็นผู้หญิงมาดเท่ ๆ ดูแล้วท่าทางจะโหดเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ส่วนพี่ก้าบเป็นผู้ชายดูท่าทางใจดี แต่พูดจาฉะฉานน่าฟัง ทั้งสองคนมีงานหลักที่ทำมาตั้งแต่อดีตก่อนเปิดร้าน Summer Street มาถึงปัจจุบันนั่นคือการเป็นนักออกแบบ จึงไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมร้านต่าง ๆ ของพวกเขาทั้งสองคนนี้แม้ดูติดดิน แต่ก็ดูความดึงดูด เข้าถึงได้

“พวกพี่เคยทำงานอยู่ตรงตึกแถวตรงข้าง ๆ Dice นี่เอง เมื่อหลายปีมาแล้ว เคยเดินมาหาอะไรกินตรงนี้เป็นประจำ เวิ้งตรงนี้แต่ก่อนมันเป็นชุมชน มีตึกแถวอยู่หนาแน่นเลย แต่ก็ค่อนข้างขาดการดูแล”

แต่ก่อน ตรงหัวมุมตรงที่เราอยู่จะมีแม่ค้าส้มตำ เราก็มากินบ่อย จนหลัง ๆ เหมือนเขาจะย้ายออก ก็เลยชวนเล่น ๆ ว่ามาขายแทนไหม เราก็แบบ เฮ้ย อย่าทำเป็นเล่นนะ คิดจริงนะ

ยุคแรก: Summer Street ณ อารีย์ซอย 2 (2014-2017)

“เอาจริง ๆ ร้านเรามันก็คือร้านสตรีตฟู้ดอะแหละ”

นี่คือคำตอบของสองพี่ หลังจากถามว่าตอนจะทำร้านนี้ขึ้นมามีไอเดียอะไรในหัว แต่เรากำลังพูดถึงร้านปิ้งย่างหน้าตาแบบริมทะเลที่อยู่ในซอยแบบชิว ๆ มีรถพ่วงคันเล็ก ๆ ที่หน้าตาคล้ายรถบ้านเคลื่อนย้ายได้ที่หุ้นส่วนทั้งสามออกแบบกันเอง มีซุ้มเล็ก ๆ ที่มีโต๊ะไม่กี่โต๊ะ แต่ละโต๊ะมีเตาถ่านเล็ก ๆ สำหรับย่างอาหารทะเล และที่นี่คือที่แรก ที่เสิร์ฟอาหารทะเลเป็นถาดให้ลูกค้าเลือกเซ็ตที่ต้องการแบบคิดมาให้แล้ว ต่างจากการไปกินซีฟู้ดตามทะเลที่เราจะต้องเลือกว่าเอาอะไรกี่กิโลฯ

ภาพร้านช่วงเย็น และค่ำ (ภาพจาก Wongnai)

“คือเราอยากได้อะไรที่มันไม่ได้ดูสูงส่งมาก ไม่แปลกแยกจากบริเวณรอบด้าน บางทีเราไปญี่ปุ่นเราก็จะเห็นลักษณะที่เป็น Food Truck แบบนี้ที่เขาขายอิซากายะ ก็เลยรู้สึกว่า เออ ด้วยความที่เราเป็นนักออกแบบกันอยู่แล้ว ก็เลยลองคิดว่าถ้าเราเอาไอเดียนี้มาดัดแปลง ให้มันเข้ากับบริบทของไทย จะเป็นยังไงนะ”

เมื่อร้านเปิดมาปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก ดีชนิดที่ว่ามีคนเอาตลับเมตรมาวัดรถพ่วง ถ่ายรูปทุกอย่าง กะว่าจะเอาไปทำเลียนแบบแบบช็อตต่อช็อต ในเวลาไม่นานก็มีรายการต่าง ๆ ติดต่อมาถ่ายเรื่อย ๆ ในที่สุดร้านนี้ก็กลายเป็นจุดสังสรรค์ของชาวอารีย์หลังเลิกงาน และนักกินอาหารทะเลที่ไม่ต้องไปไหนไกล เพราะเรายกทะเลจากภาคใต้ และตลาดปลามหาชัยมาไว้ให้เลย

“เราวางตัวว่าเป็นทางเลือกด้วยแหละ ไม่แข่งขันกับใคร ไม่เทียบกับร้านซีฟู้ดแถวนี้หรือแถวประชาชื่น เราเอาดีไซน์เข้ามาครอบ การจัดอาหารในถาด ดูสัดส่วนอาหาร สีสันต่าง ๆ ให้มันถ่ายรูปสวย เพราะช่วงนั้น IG มันกำลังเข้ามา ก็เลยทำให้คนถ่ายรูปแชร์ต่อ ๆ กันไปเร็วมาก บวกกับกระแส Food Truck ที่กำลังมาช่วงนั้นด้วย ส่วนเรื่องอาหารเราก็เต็มที่ของเราเหมือนกันนะ เพราะเราสามคนก็มีพื้นเพผูกพันกับทะเลอยู่แล้วด้วย”

จนกระทั่ง…

พื้นที่เวิ้งบริเวณตรอกที่เชื่อมระหว่างอารีย์ซอย 1 กับซอย 2 ถูกกว้านซื้อไป ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต้องระหกระเหิน หาที่อยู่ใหม่ในเวลาไม่กี่สัปดาห์หลังจากทราบข่าว

ยุควินเทจ: Summer Street Camp ณ The Camp Vintage Market จตุจักร (2018-2020)

“แม้จะต้องหาที่ใหม่ด่วนแต่เราก็ทำต่อนะ เพราะเราก็ผูกพันกับร้าน พอดีมีตลาดเปิดใหม่ มีพี่คนนึงมาชวนไปทำที่ตลาดนัดวินเทจชื่อ The Camp เป็นตลาดนัดมือสองที่เปิดตลอดตั้งแต่เที่ยงวันจนถึงเที่ยงคืน เขาก็คัดเลือกร้าน เราก็ส่ง reference ร้านไปให้เขาดู แล้วเราก็ได้ไปเปิดที่จตุจักร”

ร้าน Summer Street Camp ปี 2018 
ร้าน Summer Street Camp ปี 2018  (ภาพจาก Wongnai)

ในยุคนั้น เราเปลี่ยนไปพอสมควร ดูเป็นร้านที่มีงานตกแต่งงานดีไซน์ชัดเจนยิ่งขึ้น มีการเอารถเมล์เก่า ๆ มาดัดแปลงเป็นครัวร้าน ประดับไปด้วยไฟห้อย และป้ายไฟสวยงามเขียนว่า Summer Street Camp เหมาะกับบรรยากาศวินเทจของตลาดนัด

“ลูกค้าเราพอรู้ว่ามาเปิดตรงนี้ เขาก็ตามมากินนะ แต่น้อยลง เพราะมันเริ่มหายากขึ้น อยู่ในตลาดด้วยก็ต้องหาที่จอดรถ ส่วนใหญ่เป็นลูกค้าใหม่ ลูกค้าเก่าน้อยลง” พี่ก้าบผู้รับอาสาดูแลด้านการจัดซื้ออาหารทะเลจะจำได้หน้าลูกค้าทุกคนได้แม่นยำ

“เราเปิดมาหลายปี ตลกนิดนึงที่เราเห็นช่วงเวลาของลูกค้า ตั้งแต่เขายังใส่ชุดนักเรียน ยังจีบกับแฟน พาแฟนมากิน เลิกกับแฟน เริ่มทำงาน มีแฟนใหม่ แต่งงาน มีลูก บางคนเข้ามาเป็นลูกค้า กลายเป็นเพื่อน ต่อมากลายเป็นเพื่อนสนิท ปรับทุกข์กันอะไรกัน เราเห็นคนที่ผ่านเข้ามาในไทม์ไลน์ของชีวิตจากร้านนี้เยอะเลย”

ในขณะที่เรากำลังนั่งคุยอยู่นั่น ก็มีผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังวิ่งออกกำลังกายผ่านมาพอดี เขากล่าวทักทายทั้งสองคน ก่อนที่พี่ออยจะหันมาบอกว่า นี่คือลูกค้าเราคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในซอยนี้ เขามากินร้านเราจนสนิทกัน ตอนนี้เขากำลังจะแต่งงานแล้ว – ผ่านมาตอนกำลังคุยเรื่องนี้พอดี เหมือนฟ้าส่งมาให้เป็นการยืนยันว่าร้านนี้เขาสนิทกับลูกค้าเขาจริง!

เหมือนไฟดับ…

“เราก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แต่จู่ ๆ คนก็น้อยลง ไม่ใช่น้อยลงแค่ร้านเรานะ มันน้อยลงทั้งโครงการ มันวูบไปเลย วูบทั้งโครงการเหมือนไฟดับ”

ตลาดนี้จึงปิดตัวไป ทำให้เราต้องหาที่ใหม่อีกครั้ง ประจวบเหมาะกับความต้องการที่จะขยายร้านออกมาเป็นร้านแบบมีครัวเต็มตัวเสียที

ยุคเต็มขั้น : Summer Summer by Summer Street ซอยอารีย์ (2020)

“ก่อนหน้านี้เราขายอาหารสด ให้ลูกค้าปิ้งย่างเอง แต่ตอนนี้เราขยายมาเปิดครัวร้อนของตัวเอง”

Summer Summer เป็นการกลับคืนสู่เย้าชาวอารีย์อีกครั้ง หลังจากการปิดตัวของตลาดนัด The Camp ทั้งสองก็เห็นความสำคัญของทำเลร้านอย่างชัดเจน จึงเลือกกลับไปเปิดที่อารีย์ที่เป็นฐานที่มั่นแฟนคลับเก่า เลือกพหลโยธิน 7 (ซอยอารีย์หลัก) เปิดใกล้กับปากซอย 4 ไม่ห่างจากร้านชื่อดังอย่าง Salt

ร้าน Summer Summer ปี 2020 (ภาพจาก BKK Menu)

ในร้านมีที่นั่งทั้งด้านในและด้านนอก ตกแต่งแบบเป็นลูกผสมระหว่างร้านอิซากายะกับร้านสตรีตฟู้ดข้างทางแบบที่ไม่เคยมีใครเคยเห็นมาก่อน

ยังไม่ทันไร…

“พอมันเป็นร้านอาหารเต็มที่แล้ว เราต้องเซอร์วิสเขา 100% มีหลายอย่างที่ไม่เคยทำ ก็สนุกนะ 2 เดือนแรก แบบเฮ้ย เอาแล้วออย มันมาแล้วเว้ย คนเต็มร้านเลย ปรากฏโควิด… มันเอาตั้งแต่ระลอกแรกเลย ลูกค้าหาย พอล็อกดาวน์ปุ๊บไปต่อไม่ได้เลย”

แล้วหาทางออกกันยังไงในตอนนั้น?

“ก็หาทางออกด้วยการเดลิเวอรี แต่มันก็ได้แค่พยุงตัวนะ ในที่นี้หมายถึง “ขาดทุนน้อยลง” แต่เอาจริง ๆ มันอยู่ไม่ได้หรอก เราแพ้เจ้าใหญ่หมดแหละ อย่าง MK ตอนนั้นทำโปรโมชันเป็ดหนึ่งแถมหนึ่งตัว แบบโอ้โห จะเอาอะไรไปสู้ เป็นพี่พี่ก็สั่ง MK นะ แล้วเรายิ่งเน้นบรรยากาศกินดื่มในร้านด้วย”

“เราก็ยื้อกันมาเป็นปี พอมาถึงระลอก 4 มันเริ่มไม่ไหวละ เริ่มหมดหน้าตัก ทองเทิงของพี่นี่ขายเกลี้ยงเลย”

พี่ออยบอก แม้จะเป็นเรื่องเศร้าแต่น้ำเสียงและนัยน์ตายังบ่งบอกว่าเธอนึกสนุกที่ผ่านประสบการณ์นั้นมาได้

หลังจากระลอกที่สี่ ก็เริ่มไม่มีทุนที่จะดึงดันไปต่อ พนักงานที่อยู่กันมานานก็เริ่มสละเรือ ทั้งเรื่องความเสี่ยงติดโควิดด้วย และได้โอกาสที่จะไปทำงานทีอื่นด้วย ทำให้ทั้งสองตัดสินใจต้องปิดร้านที่มีโอกาสได้ขายจริง ๆ เพียงแค่ 2 เดือนแรกลง

คิดว่านี่คือการปิดตำนานร้านดังอันเป็นแหล่งพักพิงใจของชาวอารีย์เสียแล้ว

ยุคสปิริต : Sumpok Stall (2021)

หลังจากครึ่งหลังของปี 2021 ร้าน Summer Summer ก็ปิดตัวลงอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางอีกหลายธุรกิจร้านอาหารที่ร่อแร่ อยู่ได้บ้าง ไม่ได้บ้าง พอ ๆ กัน พนักงานหลายคนบ้างก็ไม่สามารถแบกรับความกดดันไหว รวมไปถึงผู้ก่อตั้งทั้งสามเองก็ไม่สามารถจะใช้ทุนที่มีอยู่เพื่อยื้อต่อไปได้

สปิริตที่ยังคงอยู่

“เรามีพนักงานเสิร์ฟชาวต่างชาติสองคน คือ ตี้กับจิ อยู่กับเรามาตั้งแต่สมัยทำร้านเลย 8 ปี ไม่ว่าจะย้ายไปตรงไหนเขาก็ไปด้วย จนมาเปิด SummerSummer ตรงปากซอย 4 เจอล็อคดาวน์สั่งปิดรอบที่ 4 เริ่มไม่ไหวละ ทองเทิงพี่ขายเกลี้ยง ทุกคนเริ่มสละเรือ ตัดสินใจขายอุปกรณ์ต่าง ๆ ปิดร้าน น้อง ๆ คนอื่น ๆ ก็แยกย้ายกลับประเทศไปบ้าง แต่ตี้กับจิ เขาบอกว่าเขาไม่ไปจะอยู่กับช่วยเราต่อ

Sumpok Stall by Summer Street

ตี้ กับ จิ ที่อยู่กับร้านมากว่า 8 ปี

ปกติคนมากินร้านเรา เขาไม่ได้ชมพี่นะ เขาชมว่าสองคนนี้บริการดี เขาใจสู้ ตอนลำบากเขาก็เสียสละตลอด จนวันนึงพี่ก้าบหุ้นส่วนพี่โทรมาบอกว่า จะลองกันอีกซักตั้งไหม พี่เลยถามว่า เปิดใหม่ครั้งนี้เราทำเพื่อใคร เพราะงานพี่มีทำ มีลูกอ่อนต้องเลี้ยง พี่อาจะไม่ได้เดือดร้อนขนาดนั้น แต่ถ้าเปิดให้น้องสองคนได้มีงานทำพี่เอาด้วย ก็เลยออกมาเป็นร้านปลาหมึกย่าง “ซัมป็อก” ที่เห็นตอนนี้”

พี่ออยบอกกับพวกเราว่า ตอนนี้ไม่ได้คาดหวังอะไรจากซัมป็อกไปมากกว่าการให้ลูกน้องทั้งสองคนได้มีงานทำ ส่วนลูกค้าก็ได้มีที่ที่ได้ไปเหมือนคิดถึงบรรยากาศความเป็นกันเองแบบ Summer Summer อีกครั้ง พวกเขายังอยู่ตรงนี้เสมอ เป็นการเดินทางอันยาวนานของร้านที่อยู่คู่กับชาวอารีย์ แต่การเดินทางนั้นก็ยังคงดำเนินไป รอเรื่องราวตื่นเต้นครั้งใหม่จะบังเกิดอีกครั้ง

ส่วนพี่ก้าบแอบบอกว่า ถ้าอยากได้รถเข็นไม้แบบนี้ ไม่ต้องเสียเวลาเลียนแบบนะ เขาทำขาย!

หากผู้อ่านท่านไหนที่ยังไม่รู้ สัตว์ประจำถิ่นของ อารีย์ คือสุนัขพันธ์ุไทย ชื่อว่าเจ้า เบี้ยว เป็น หมา ที่ใครก็รู้จักแบบเดียวกับที่ มช. มีเจ้าเตี้ยเลยแหละ สำหรับเจ้าเบี้ยวแล้ว นอกจากจะเป็นอุปนิสัยทะเล้นน่าเอ็นดูแล้ว จุดเด่นของมันคือขากรรไกรด้านล่างที่หัก ทำให้เบี้ยวอ้าปากแลบลิ้นตลอดเวลาเดินไปไหนมาไหน จนคนส่วนใหญ่มักจะจำได้ทันที มีชื่อเสียงถึงขนาดที่ว่าเจ้าของร้าน Pladib เปิดอินสตาแกรมให้ด้วย และมีจิตรกรรมฝาผนังข้างร้าน Silo Ari เป็นรูปตัวเอง แถมมีสารคดีสั้นของตัวเองอีกต่างหาก

นิสัยใจคอของเบี้ยว

เบี้ยว เป็น หมา เพศผู้ ตากลมโต นิสัยน่ารักตามประสาหมาธรรมดาตัวหนึ่ง กิจกรรมสุดโปรดของมันคือการนั่งหน้าประตูเซเว่น บางครั้งก็จะหันมองซ้ายขวาดูคนผ่านไปมาบนถนน เบี้ยวไม่ใช่หมาตะกละตะกลาม น้องจะกินอาหารที่ชาวบ้านตั้งให้เป็นจุด ๆ อย่าคิดว่าซื้ออะไรเหลือ ๆ แล้วจะโยนให้เบี้ยวกินเป็นอันขาด ป้าตุ๊ก ช่างตัดเสื้อร้านชิพ & ชิพ บูติค (Cheap & Cheap Boutique) เล่าว่าตอนนี้เบี้ยวมันแก่แล้ว สมัยตอนยังเป็นหนุ่มมักมีพฤติกรรมเอาหน้าเข้าไปใต้กระโปรงผู้หญิง สร้างความแตกตื่นโกลาหลและโห่แซวของวินมอเตอร์ไซค์ผู้พบเห็น

เบี้ยวเป็นใครมาจากไหน

จากคำให้การของคุณป้าตุ๊ก ร้านตัดเสื้อชิพชิพ ซอยศาสนา ผู้ที่ได้ชื่อว่าใกล้ชิดกับเบี้ยวที่สุด เพราะมันคือสุนัขของสามีผู้ล่วงลับของป้านั่นเอง ป้าเล่าให้ฟังว่าสามีแกเป็นคนรักสัตว์ ชอบให้อาหารสัตว์ ทำให้หมาหลายตัวก็มักจะตามเขามาด้วย 10 กว่าปีที่แล้ว สามีของป้าไปพบเบี้ยวเป็นหมาหลง ออกไปไกลถึงแถวสถานีรถไฟสามเสน ให้ข้าวให้ปลามันกินตามประสา แล้วมันก็เดินตามเขามาถึงซอยอารีย์สัมพันธ์ หลังจากนั้นจะมีคนบริเวณอารีย์สัมพันธ์พบเห็นเบี้ยวเดินไปมาอยู่บ่อย ๆ เหมือนกับว่าตัดสินใจแล้วว่าจะอยู่แถวนี้

เบี้ยว หมา อารีย์
เจ้าเบี้ยว สิ่งมีชีวิตที่มีชื่อเสียงที่สุดในอารีย์ ภาพจากอินตาแกรม @misterbiew

บ่ายวันฝนตกวันหนึ่ง ป้าตุ๊กเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนที่ยังไม่ได้สนิทชิดเชื้อกัน เบี้ยวมันมาหลบฝนที่ชายคาร้านชิพชิพ (ปัจจุบันเป็นร้าน Kimchi Hour) ฝนตกหนักป้าก็เปิดประตูบ้าน เรียกว่า “เบี้ยวเข้ามาไหม ๆ” มันก็ทำท่าเหมือนจะไม่ได้ยิน แต่หันมาอีกทีก็ขยับเข้ามาใกล้ประตูบ้านเรื่อย ๆ จนสุดท้ายเข้ามานอนในบ้าน ป้าเล่าว่าอยู่กับมัน บางทีอาบน้ำคนก็อาบน้ำหมาไปพร้อมกันด้วยเลย

ทำไม เบี้ยว ถึงปากเบี้ยว

วันหนึ่งหลังจากที่เบี้ยวเริ่มมาอยู่กับคุณป้าและสามีมากขึ้น มีรถมอเตอร์ไซค์มาจอดบอกป้าว่า “เนี่ยหมาผมเอง” ป้าจึงเริ่มซักไซ้ว่ามันกลายไปเป็นหมาหลงไปไกลถึงสามเสนได้ยังไง จนได้ความว่า เบี้ยวเป็นหมาบ้านทหารในซอยพิบูลย์วัฒนา เลี้ยงคู่กันกับหมาที่หน้าตาเหมือนกัน อายุเท่ากัน ชื่อว่า “โด” วันหนึ่งเหมือนมันไปกัดไก่ชนราคาตัวเป็นแสนที่เขาเลี้ยงไว้ เจ้าของเห็นเข้าก็เลยตีมันจนขากรรไกรหัก หลังจากนั้นเบี้ยวก็หนีออกจากบ้าน กลายเป็น หมาจรจัดไปเป็นเดือน

พี่เจ้าของเดิมมาเจอมันเข้าก็พามันไปรักษาที่โรงพยาบาล หมดสตางค์ไปมากมายมันถึงจะหายเจ็บ แต่ก็ไม่สามารถรักษาให้กลับมาเป็นปกติได้ เอาตัวกลับบ้านก็หนีออกไปอีก กลายเป็นหมาเร่ร่อนจนสามีของป้าตุ๊กมาเจอ มันเลยตามกลับมาอารีย์สัมพันธ์อีกครั้ง

เบี้ยว หมา อารีย์

เจอ เบี้ยว ได้ที่ไหนบ้าง

เส้นทางการเดินของน้อง จะอยู่ระหว่าง อารีย์ ซอยหนึ่ง ตรงไปสุดซอย เลี้ยวไปซอยอารีย์สัมพันธ์ 7-12 เจ้าของบ้านอารีย์สัมพันธ์บางหลังจะตั้งอาหารไว้ให้มันกินบ้าง จะได้เห็นหน้าบ่อย ๆ ตามประตูเซเว่นที่อยู่บนเส้นทางนี้ อีกที่หนึ่งคือร้าน Pladib ที่เบี้ยวสนิทชิดเชื้อกับเจ้าของร้าน นอกจากนี้เรายังเข้าดูภาพของเบี้ยวได้ที่อินสตาแกรม MisterBiew ด้วยนะ

ห้าโมงเย็นวันนี้ ที่อารีย์ฝนไม่ตก ฉันอยู่ที่อารีย์ซอย 1 ที่บ้านหลังเก่าติดกับโรงเรียนสวนบัว บ้านหลังนี้เป็นที่ชาวอารีย์จะรู้จักในฐานะร้าน Landhaus ร้านเบเกอรีสไตล์เยอรมันแท้ ๆ ที่มาเช่าพื้นที่ทำร้านจนมีชื่อเสียงได้หลายปี สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้ คือชั้นสองของบ้านหลังนี้ เป็นพื้นที่ขนาดเท่าห้องนอนห้องหนึ่ง ที่ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโชว์รูม เสื้อผ้า และของใช้เล็ก ๆ ของ BDS Collective แบรนด์สินค้า ยั่งยืน มีราวแขวนผ้าไม่กี่ราว และถ้วยชาม ช้อนส้อม ที่ทำจากไม้วางเรียงราย โต๊ะทำงานหนึ่งโต๊ะที่ดูแสนธรรมดาตั้งอยู่

คิด ๆ ดูแล้วย่านอารีย์ก็มีอาหารให้เลือกเกือบจะครบหมดทุกสัญชาติ ไม่ว่าจะร้านซูชิระดับตำนานอย่าง Sousaku ร้านอาหารเกาหลีก็มีทั้ง Joha และ Anneyeong มีเบเกอรีสไตล์เยอรมันแท้ ๆ อย่าง Landhaus หรือจะนั่งกินอาหารอิตาเลียนก็หนีไม่พ้น Cantina ไปจนถึงร้านข้าวห่อสาหร่ายจากไต้หวันอย่าง Fantuan ก็มาเปิด แล้ว อาหารอังกฤษ จากประเทศที่ไม่ค่อยเด่นด้านอาหารล่ะ ? เราก็มีที่ Cakes & Craft นะ

ปากทางอารีย์ซอย 2 ถือว่าเป็นเวิ้งอาคารพาณิชย์ที่ธุรกิจรายย่อยเติบโตสวยงามอย่าบอกใคร เป็นที่ตั้งของคาเฟ่บอร์ดเกมส์ขนาด 5 ชั้นอย่าง Dice ร้านครัวซองต์เลื่องชื่อ Kenn’s Coffee and Croissant มีร้านอาหารเกาหลีและญี่ปุ่นห่างกันเพียงไม่กี่ก้าว ยังไม่รวมอดีตที่พื้นที่ตรงนี้เป็นที่ตั้งของ Tokyo Bike ร้านจักรยานสุดเท่ เป็นตัวบ่งบอกว่าอารีย์คือย่านแห่งฮิปแซงซอยไหน ๆ

7 โมงเช้า ความสำเร็จแรกของวันคือการขุดร่างออกจากเตียงมายืนรอคุณบาสที่หน้ากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติได้สำเร็จ ยังไม่แน่ใจว่า การเดินสำรวจ ธรรมชาติ ในย่านอารีย์นั้นจะเกิดขึ้นและจบลงอย่างไร คุณบาสคือใคร จะเป็นคนอย่างไร คนประเภทไหนกันที่จะออกปากชวนคนแปลกหน้าไปเดินสำรวจความหลากหลายทางธรรมชาติตอน 7 โมงเช้า